การได้ไปรับชมปรากฏการณ์ “แสงเหนือ” หรือ “แสงออโรร่า” ด้วยตาตัวเองนับเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายคน ทริปล่าแสงเหนือจึงค่อนข้างเป็นที่นิยมในบ้านเรา แต่แสงเหนือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบางช่วงเวลาเท่านั้น การจะไปชมด้วยตาตัวเองจึงต้องมีการวางแผนล่วงหน้าให้พร้อมทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะในช่วงต้นปีที่ยังถือเป็นช่วงที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือสวย ๆ อยู่ หากคุณกำลังวางแผนจะไปตามล่าหาแสงเหนือเป็นครั้งแรก มาดู 10 เรื่องพื้นฐานที่คุณต้องรู้ ก่อนออกทริป เพื่อไม่ให้พลาดโมเมนต์สำคัญ และรับมือกับสภาพอากาศที่ต่างกับไทยแบบสุดขั้วได้อย่างมือโปรครับ
เรื่องที่ 1 : แสงเหนือคืออะไร?
แสงเหนือ หรือแสงออโรร่า (Aurora Borealis) คือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากพายุสุริยะ (Solar Wind) ที่ปล่อยอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าออกมาจากดวงอาทิตย์ เข้ามาพุ่งชนกับชั้นบรรยากาศและสนามแม่เหล็กโลก ก็จะเกิดการถ่ายเทพลังงานจนเปล่งแสงออกมาเป็นสีสันต่าง ๆ

ทำไมแสงเหนือแต่ละที่ไม่เหมือนกัน : ขึ้นอยู่กับชนิดของก๊าซและความสูงที่เกิดการชน
- สีเขียว : เกิดจากออกซิเจนที่ความสูงต่ำ (ประมาณ 100 กม.) พบได้บ่อยที่สุด
- สีแดง/ม่วง: เกิดจากไนโตรเจน หรือออกซิเจนที่ความสูงมาก ๆ มักเจอตอนพายุสุริยะแรงจัด จึงมีโอกาสพบน้อยกว่า
ทำไมเกิดได้เฉพาะบางวัน : ขึ้นอยู่กับความแรงของพายุสุริยะในแต่ละวัน
หากวันไหนดวงอาทิตย์สงบก็จะไม่มีแสงเหนือให้เห็น แม้คุณจะยืนอยู่ที่ขั้วโลกก็ตาม
ประเทศไทยมีแสงเหนือไหม : คำตอบคือ “ไม่มี” เนื่องจากสนามแม่เหล็กโลกจะดึงดูดอนุภาคไปที่ขั้วโลกเหนือและใต้เท่านั้น สำหรับประเทศไทยที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร จึงไม่มีโอกาสเกิดได้เลย
เรื่องที่ 2 : แสงเหนืออยู่ประเทศอะไรบ้าง
อย่างที่ทราบกันว่าแสงเหนือเกิดจากพายุสุริยะเข้าชนกับชั้นบรรยากาศและสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งสนามแม่เหล็กโลกจะดึงดูดอนุภาคไปที่ขั้วโลกเหนือและใต้เท่านั้น ปรากฏการณ์นี้จึงเกิดขึ้นเฉพาะประเทศที่อยู่ในโซนที่เรียกว่า “Auroral Zone” หรือวงแหวนรอบขั้วโลกเท่านั้น (ละติจูด 60-70 องศาเหนือ)

ประเทศยอดฮิตสำหรับล่าแสงเหนือ
| ประเทศ | ไฮไลต์ | สีแสงเหนือที่มักเจอ |
| ไอซ์แลนด์ | พบได้ทั่วเกาะ มีฉากหน้าอลังการทั้งน้ำตก ภูเขา และธารน้ำแข็ง และไม่ต้องขับรถไกลจากเมือง | สีเขียวสดและสีม่วง/ชมพูแซมปลาย เมื่อค่า Kp สูง |
| นอร์เวย์(Tromsø / Lofoten) | เมืองหลวงแสงเหนือ คลาสสิกที่สุดด้วยวิวฟยอร์ด และทะเลที่สะท้อนแสง | สีเขียวมรกตและสีแดง ที่ขอบบนสุด (ค่อนข้างเกิดได้ยาก) |
| ฟินแลนด์(Lapland) | เหมาะกับการนอนดูแสงเหนือในบ้านกระจก (Igloo) ตอบโจทย์คนขี้หนาว | สีเขียวอมเหลืองให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเทพนิยาย |
| สวีเดน(Abisko) | ฟ้าเปิดที่สุด มีปรากฏการณ์ Blue Hole ลมช่วยพัดเมฆออก มีโอกาสเห็นด้วยตาเปล่าสูงมาก | สีเขียวนีออน สว่างและคมชัด ตัดกับดาวระยิบระยับ |
| รัสเซีย (Murmansk) | ตอบโจทย์ทริปงบประหยัด ค่าใช้จ่ายถูกกว่ายุโรปโซนอื่น และได้วิวทุ่งหิมะกว้างใหญ่แบบ Tundra | สีเขียวเห็นเป็นแถบกว้างเต็มตา ไม่มีตึกบัง |
แสงเหนือที่ไหนสวยสุด สำหรับมือใหม่
ถ้าถามว่าแสงเหนือที่ไหนสวยสุด อาจตอบยากเพราะขึ้นอยู่กับธรรมชาติของแต่ละที่ หากเน้นที่ความสะดวกและโอกาสเห็นสูง แนะนำเป็นแสงเหนือนอเวย์ เมือง Tromsø ครับ เพราะตั้งอยู่ใจกลางวงแหวนแสงเหนือพอดี โอกาสเห็นสูงมากแม้ค่าพลังงานต่ำ อีกที่คือไอซ์แลนด์ ซึ่งจะเหมาะกับสาย Road Trip ที่ชอบถ่ายรูปกับวิวธรรมชาติอลังการ

เรื่องที่ 3 : เคล็ดลับเลือกจุดชมแสงเหนือให้ปัง
เลือกเมืองเล็ก แสงเมืองน้อย โอกาสเห็นชัดกว่า
ศัตรูตัวฉกาจของการดูแสงเหนือไม่ใช่แค่เมฆ แต่คือแสงไฟจากเมือง ยิ่งเมืองสว่าง แสงเหนือจะยิ่งดูจางลง ดังนั้นเทคนิคสำคัญคือต้องออกห่างจากเมืองใหญ่ไปยังเมืองเล็ก ๆ หรือขับรถออกไปในที่มืดสนิทแทน ยิ่งมืดเท่าไหร่แสงสีเขียวบนฟ้าจะยิ่งดูสว่างและคมชัดมากขึ้นเท่านั้นครับ
เรื่องที่ 4 : แสงเหนือมีช่วงไหนของปี
ฤดูกาลล่าแสงเหนือโดยปกติจะเริ่มตั้งแต่ เดือนกันยายน – เดือนเมษายน ของทุกปี เพราะเป็นช่วงที่ขั้วโลกเหนือมีความมืดมิดเพียงพอ ต่างจากช่วงฤดูร้อนที่ฟ้าสว่างตลอด 24 ชม. จึงไม่มีโอกาสมองเห็น
ทำไมช่วงต้นปี – เดือนมีนาคม มีโอกาสเห็นแสงเหนือสูง?
เพราะเป็นช่วง Equinox (วิษุวัต) ที่แกนโลกเอียงรับพลังงานจากดวงอาทิตย์ได้ดีที่สุด และจากสถิติระบุว่าเดือนมีนาคมมักมีฟ้าเปิดมากกว่าช่วงกลางฤดูหนาวที่หิมะตกหนัก ทำให้เป็นหนึ่งในช่วงเวลาทองของการมาดูแสงเหนือนั่นเอง
ค่า Kp (Kp-index) คืออะไร ช่วยพยากรณ์แสงเหนืออย่างไร

ค่า Kp (Kp-index) คือ ดัชนีชี้วัดระดับความรุนแรงของพายุสุริยะที่มีผลต่อสนามแม่เหล็กโลก โดยมีสเกลวัดตั้งแต่ 0 ถึง 9 ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานสากลในการพยากรณ์โอกาสและความชัดเจนของการเกิดแสงเหนือ โดยยิ่งค่า Kp สูง แสงก็จะยิ่งกว้าง สว่าง และเห็นได้ในละติจูดที่ต่ำลงมา (ไกลจากขั้วโลก) มากขึ้นครับ นอกจากนี้ยังต้องรู้จัก G-Scale คือระดับความรุนแรงของพายุสุริยะ ที่ส่งผลกระทบต่อโลก โดยจะเริ่มนับเมื่อ Kp แตะระดับ 5 ขึ้นไป
| ค่า Kp (Index) | ระดับพายุสุริยะ (G-Scale) | ความคาดหวัง (Visibility) |
| Kp 0-2 | ปกติ (สงบ) | เห็นเป็นแสงจาง ๆ หรือเส้นสีเขียวนิ่ง ๆ ต้องอยู่ใกล้ขั้วโลกมาก ๆ เช่น Tromsø ถึงจะเห็น(ใช้กล้องถ่ายถึงจะสวย) |
| Kp 3-4 | ปานกลาง (Active) | ระดับกลาง ๆ ที่แสงเริ่มมีความเคลื่อนไหว (Dancing Aurora) เห็นด้วยตาเปล่าชัดเจน |
| Kp 5 (G1) | พายุระดับเล็ก | แสงสว่างจ้า เริ่มเห็นสีชมพู/ม่วงแซม |
| Kp 6 (G2) | พายุระดับกลาง | แสงแผ่กระจายเป็นวงกว้าง เห็นได้ชัดแม้มีแสงจันทร์รบกวน |
| Kp 7-9 (G3-G5) | พายุระดับรุนแรง | ระดับระเบิด แสงจะพุ่งพล่านทั่วฟ้า เปลี่ยนสีสันจัดจ้าน (แดง/ม่วง) และอาจเห็นได้ไกลถึงยุโรปตอนกลาง |
เรื่องที่ 5 : ก่อนออกทริปต้องเตรียมตัวยังไง
การล่าแสงเหนือไม่ใช่แค่ซื้อตั๋วแล้วบินได้เลย แต่ต้องมีการวางแผนที่รัดกุมกว่าทริปทั่วไป นี่คือ 5 สิ่งสำคัญที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง:
- วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) : ต้องรีบทำแต่เนิ่น ๆ เพราะคิวจองยื่นวีซ่าของประเทศยอดฮิตอย่าง ไอซ์แลนด์ หรือ นอร์เวย์ มักจะเต็มเร็วมาก แนะนำให้วางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 3-4 เดือนก่อนเดินทาง และเตรียมเอกสารการจองที่พัก/แผนการเดินทางให้ละเอียดที่สุด เพราะสถานทูตโซนนี้ค่อนข้างเข้มงวดครับ
- ใบขับขี่สากล & ทักษะการขับรถ : หากคุณเลือกไปไอซ์แลนด์ การเช่ารถขับเอง (Self-Drive) คือวิธีที่สะดวกที่สุดในการล่าแสง จึงต้องเตรียมใบขับขี่สากลให้พร้อม และที่สำคัญกว่าเอกสารคือทักษะการขับรถบนหิมะ/น้ำแข็ง เพราะถนนลื่นและอันตรายมากในช่วงฤดูหนาว ต้องศึกษาวิธีควบคุมรถและกฎจราจรให้แม่นยำ
- โหลดแอปที่จำเป็น :
- My Aurora Forecast : ไว้ดูค่า Kp และแจ้งเตือนเมื่อแสงมา (Alert)
- Windy : แอปพยากรณ์อากาศที่ดูทิศทางลมและเมฆ (Cloud Cover) ได้ละเอียดที่สุด (จำไว้ว่า ศัตรูของแสงเหนือคือเมฆ ไม่ใช่ค่า Kp ต่ำ)
- Google Maps (Offline) : โหลดแผนที่เก็บไว้เลย เพราะจุดล่าแสงมักอยู่ในป่าเขาที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตอาจไปไม่ถึง
- การเงิน (Travel Card) : กลุ่มประเทศนอร์ดิกอย่าง สวีเดน, นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์, ฟินแลนด์ เป็นสังคมไร้เงินสดแทบจะ 100% ร้านค้าส่วนใหญ่รับบัตรเครดิตหรือ Travel Card มากกว่าเงินสด แนะนำให้แลกเงินในบัตรไปให้พร้อม ซึ่งสะดวกและเรทแลกเปลี่ยนดีกว่าครับ
- เตรียมร่างกาย & ผิวพรรณ :
- ปรับเวลานอน : การล่าแสงมักเริ่มตั้งแต่ 4 ทุ่ม ถึง ตี 2-3 ต้องฝึกร่างกายให้นอนดึกและตื่นสายได้
- Moisturizer & Lip Balm : อากาศขั้วโลกนั้นแห้งจัด จำเป็นต้องเตรียมโลชั่นเข้มข้นและลิปมันไปโบกหนา ๆ ป้องกันผิวแตกและเลือดกำเดาไหลจากโพรงจมูกแห้งครับ
เรื่องที่ 6 : ควรจัดทริปกี่วันถึงจะมีโอกาสเจอแสงเหนือ
ทริปแสงเหนือไม่ใช่ทริประยะสั้นที่ไปแค่ 3 วันได้ ให้ท่องไว้ว่าธรรมชาติเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางทีเราอาจเจอพายุหิมะเข้า 3 วันติดก็เป็นได้ ดังนั้นเพื่อความแน่นอนแนะนำให้จัดทริปอย่างน้อย 5-7 วันขึ้นไป เผื่อไว้สำหรับวันฟ้าปิด หรือเหตุเหนือความคาดหมายอื่น ๆ และยิ่งอยู่นานโอกาสที่จะได้เจอวันที่ฟ้าใสและค่า Kp สูงก็ยิ่งมีมากขึ้น
เรื่องที่ 7 : ทริปล่าแสงเหนือกับความหนาวระดับติดลบ
สิ่งที่โหดหินที่สุดของทริปแสงเหนือไม่ใช่แค่เรื่องดวงว่าจะได้เห็นหรือไม่ แต่คือความโหดร้ายของสภาพอากาศกับอุณหภูมิตั้งแต่ -5 ไปจนถึง -20 องศาเซลเซียส ซึ่งต่างจากการเที่ยวหน้าหนาวทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่อุณหภูมิเลขตัวเดียวยังพอเดินเที่ยวได้สบาย ๆ แต่สำหรับ อุณหภูมิติดลบ (Freezing) นั้นถือเป็นคนละโลก ความเย็นจะแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าธรรมดาจนปวดลึกถึงกระดูก ปลายมือปลายเท้าชาไร้ความรู้สึก และน้ำมูกอาจจับตัวเป็นน้ำแข็งได้ทันทีหากป้องกันไม่ดี
อีกสิ่งที่ต้องระวังคือ การยืนนิ่ง ๆ เพื่อรอแสงนานนับชั่วโมง ร่างกายจะสูญเสียความร้อนไวกว่าการเดินเที่ยวปกติถึง 3 เท่า ความทรมานนี้อาจทำให้หลายคนถอดใจหนีกลับขึ้นรถก่อนได้เห็นของจริง ดังนั้นควรเลือกเสื้อกันหนาวติดลบที่กันลมและกักเก็บความร้อนได้จริง จึงเป็นไอเทมช่วยชีวิตที่ขาดไม่ได้ หากชุดไม่พร้อม คุณอาจพลาดโอกาสสำคัญที่สุดในชีวิตไปเพราะทนความหนาวไม่ไหว
เรื่องที่ 8 : แต่งตัวยังไงให้อยู่กลางแจ้งได้นาน
หลักการสำคัญของการยืนสู้ภัยหนาวคือการแต่งกายทับซ้อนกันเป็นชั้น ๆ (Layering System) ห้ามใส่เสื้อหนาตัวเดียวจบเด็ดขาด เพราะอากาศระหว่างวันและกลางคืนต่างกันมาก การแบ่งชั้นจะช่วยให้กักเก็บความร้อนได้ดีที่สุดและถอด-ใส่ปรับอุณหภูมิได้ง่าย

| Layer | หน้าที่หลัก | ไอเทมที่ต้องมี |
| Base Layer(ด้านในสุด) | สำหรับระบายเหงื่อไม่ให้ผิวเปียกชื้น (ถ้าเหงื่อออกแล้วแห้งช้า จะหนาวเข้ากระดูกทันที) | เสื้อลองจอนกันหนาว Columbia Omni-Heat™ 3D รุ่น Midweight Stretch หรือลองจอนผ้า Wool (เน้นแบบแนบเนื้อ) |
| Mid Layer(ชั้นกลาง) | ช่วยเก็บความร้อน ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ทำหน้าที่เหมือนฉนวนกันความเย็นไม่ให้เข้าถึงตัว | เสื้อ Fleece (ผ้าสำลี), เสื้อไหมพรม (Wool Sweater) หรือเสื้อกั๊กขนเป็ด |
| Outer Layer(ชั้นนอกสุด) | กันลมและหิมะ ควรเลือกเสื้อที่สามารถกันลม 100% เพื่อไม่ให้ความเย็นแทรกเข้ามาถึงตัวได้ | เสื้อ Parka ขนเป็ดหนาพิเศษ หรือเสื้อสกี (Ski Jacket) ที่ระบุว่า Windproof/Waterproof |
| Bottoms(ท่อนล่าง) | ป้องกันขาแข็งและลมเข้า | กางเกงบุขนด้านใน หรือกางเกงสกีกันน้ำ (ไม่ควรสวมยีนส์) |
| Footwear(รองเท้า) | ป้องกันความเย็นจากพื้น และกันลื่น เพราะต้องยืนบนหิมะนาน | รองเท้าบูทกันหิมะ ที่บุขนหนา, พื้นดอกยางลึกกันลื่น และต้อง กันน้ำ (Waterproof) |
| Accessories(อุปกรณ์เสริม) | ปิดจุดที่สูญเสียความร้อนไวที่สุด | หมวกไหมพรมปิดหู, ผ้าพันคอ, ถุงมือทัชสกรีน, ถุงเท้าขนแกะหนา ๆ |
เรื่องที่ 9 : เรื่องที่ต้องเตรียมใจก่อนจัดทริป
อุตส่าห์บินข้ามทวีปมาทั้งที ใคร ๆ ก็อยากเห็นแสงสวย ๆ ด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต แต่ทั้งนี้ก็มีเรื่องใหญ่ที่คนส่วนมากมักเข้าใจผิด จนบางครั้งอาจทำให้ผิดหวังในทริปแรกได้เลย
- สีที่เห็น กับสีในกล้องไม่เหมือนกัน
ตาเห็นสีเทา… แต่กล้องเห็นสีเขียว อย่าเพิ่งใจเสีย นี่คือความจริงที่บริษัททัวร์ไม่ค่อยบอกครับ หากเจอแสงเหนือระดับเบา (Kp 1-3) ตาเปล่าของเราจะเห็นเป็นหมอกสีเทาจาง ๆ เท่านั้น เพราะเซลล์รับภาพในตาคนเราทำงานในที่มืดได้ไม่ดีเท่าเซนเซอร์กล้อง แต่พอยกกล้องถ่ายแบบ Long Exposure (เปิดหน้ากล้องนาน) ภาพจะออกมาเป็นสีเขียวสดใสทันที ดังนั้นถ้าเห็นฟ้าสว่างวาบ ๆ เหมือนเมฆสีขาว ให้รีบตั้งกล้องถ่ายดูครับ นั่นแหละของจริงเลย

- ค่า Kp สูง… แต่บางครั้งก็ไม่เห็นอะไรเลย
ต้องย้ำกันอีกสักครั้งว่าศัตรูสำคัญของแสงเหนือไม่ใช่ค่า Kp ที่น้อยไป แต่เป็น “เมฆ” ต่อให้คืนนั้นพายุสุริยะแรงระดับ G5 (Kp 9) แต่ถ้าท้องฟ้ามีเมฆบังมิด เราก็จะไม่เห็นอะไรเลย ในทางกลับกัน ค่า Kp 2-3 ในคืนที่ฟ้าเปิดโล่ง ก็ยังมีโอกาสเห็นแสงสวย ๆ มากกว่า ดังนั้นควรเช็กแผนที่เมฆในแอปฯ Windy ควบคู่ไปด้วยเสมอ
- ความอดทนต้องเป็นเลิศ
อย่างที่บอกไปข้างต้น การมาล่าแสงเหนือต้องเตรียมตัวหลายด้านโดยเฉพาะแรงใจ การจะได้เห็นแสงเหนือด้วยตาตัวเองต้องอาศัยจังหวะ โชค และปัจจัยทางธรรมชาติมากมาย ดังนั้นความอดทนจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก ในบางวันฟ้าอาจไม่เป็นใจ แม้จะเปิดโล่งแต่ยังไม่เห็น ก็อาจต้องทนยืนรอนาน ๆ หรือต้องตระเวนขับรถไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเห็นก็เป็นได้
เรื่องที่ 10 : เที่ยวให้คุ้ม! อย่าโฟกัสแค่แสงเหนือจนลืมความสวยงามตอนกลางวัน
อย่าลืมว่าแสงเหนือมาแค่ตอนกลางคืน (และมาแค่ไม่กี่ชั่วโมง) เวลาที่เหลืออีกกว่า 10-12 ชั่วโมงคือกำไรของชีวิตครับ ในโซนล่าแสงเหนือมีกิจกรรมสุดยอดมากมายที่หาทำที่อื่นไม่ได้ แนะนำให้จองกิจกรรม Day Trip ไว้ล่วงหน้าเลย เช่น ขับสโนว์โมบิลตะลุยทุ่งหิมะ, ทัวร์ถ้ำน้ำแข็งสีฟ้า (Ice Cave), หรือนั่งรถลากเลื่อนสุนัขฮัสกี้ กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ทริปของคุณสมบูรณ์แบบและคุ้มค่าตั๋วเครื่องบิน ต่อให้ทริปนั้นจะไม่เจอแสงเหนือเลยก็ตาม

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปล่าแสงเหนือที่ Go Mall
การเตรียมอุปกรณ์กันหนาวสำหรับทริปแสงเหนือเป็นเรื่องที่เปลืองงบที่สุด เพราะเสื้อกันหนาวเกรดขั้วโลก (Extreme Cold) แบรนด์ดังอย่าง Canada Goose, The North Face หรือ Moncler ราคาหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว หากซื้อมาแล้วอาจได้ใส่แค่ครั้งเดียวในรอบหลายปีก็ดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่
การเช่าเสื้อกันหนาวถือเป็นการแก้ปัญหาถูกจุด ที่ Go Mall เรามีเสื้อกันหนาวรุ่นท็อปสำหรับลุยหิมะและอากาศติดลบโดยเฉพาะ พร้อมกางเกงกันน้ำ ถุงมือ และรองเท้าบูท ครบจบในที่เดียว ให้คุณสวย หล่อ และอุ่นจริงในงบสบายกระเป๋า
ไม่ต้องทนหนาวจนหมดสนุก และไม่ต้องเจ็บตัวกับค่าชุดแพง ๆ แวะมาปรึกษาทีมงานมืออาชีพที่ Go Mall ก่อนบิน รับรองว่าทริปล่าแสงเหนือครั้งแรกของคุณจะประทับใจไม่รู้ลืม
FAQ
หัวใจสำคัญคือต้อง “กันลม 100% (Windproof)” เพราะลมขั้วโลกแรงและหนาวมาก แนะนำเสื้อทรง Parka (พาร์ก้า) ที่ยาวคลุมสะโพกและมีฮู้ดเฟอร์ จะช่วยป้องกันลมตีหน้าและเก็บความอบอุ่นช่วงลำตัวได้ดีที่สุด
ใช้เทคนิค Layering ครับ ชั้นในสุดเบสเลเยอร์ให้ใส่ชุดลองจอนกันหนาว Columbia Omni-Heat™ 3D รุ่น Midweight Stretch ที่บางแต่แนบเนื้อ ทับด้วยเสื้อ Fleece เบา ๆ แล้วค่อยใส่เสื้อโค้ทตัวนอกที่หนาเพียงตัวเดียว วิธีนี้จะขยับตัวถ่ายรูปได้ง่ายกว่าการใส่เสื้อไหมพรมหนา ๆ ทับกัน 3-4 ชั้น
แนะนำ “สีสด/สีโทนร้อน” เช่น สีแดง สีเหลือง หรือสีส้ม ครับ เพราะจะตัดกับสีเขียวของแสงเหนือและสีขาวของหิมะได้ชัดเจนที่สุด ข้อห้ามคือสีดำหรือกรมท่า เพราะตัวเราจะจมหายไปกับความมืด
ไม่ควรเด็ดขาด เพราะผ้ายีนส์ไม่กันลมและอุ้มน้ำ หากหิมะเกาะแล้วละลาย กางเกงจะเปียกและเย็นจนขาแข็ง แนะนำให้ใส่กางเกงสกีกันน้ำ หรือกางเกงขายาวที่บุขนด้านในจะปลอดภัยกว่าครับ
ไม่ควรเด็ดขาด เพราะความเย็นจากพื้นน้ำแข็งจะทะลุมาถึงฝ่าเท้าเราไวมาก แนะนำให้ใช้รองเท้าบูทกันหิมะ (Snow Boots) โดยเฉพาะ ที่บุขนหนาด้านใน กันน้ำได้ และมีพื้นดอกยางลึกเพื่อกันลื่นเวลาเดินในที่มืดครับ



